×
×

จากสงสัยสู่'ขนมคางกุ้งทอด'เงินล้าน by คมชัดลึก


คมคิดธุรกิจนิวเจน :  3 พ.ย. 2558

จากสงสัยสู่'ขนมคางกุ้งทอด'เงินล้าน

จากสงสัยสู่'ขนมคางกุ้งทอด'เงินล้าน

             ไม่อยากเชื่อเลยว่า การเป็นคนช่างสังเกต-ช่างสงสัย จากจุดเล็กๆ น้อยๆ จะสามารถนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจเงินล้านได้ยิ่งใหญ่จนถึงวันนี้ ทั้งที่จริงหลายคนใครจะไปคิดว่า “หัวกุ้ง” ที่ผู้คนส่วนใหญ่เด็ดหัวมันแล้วทิ้งลงไปในถังขยะ จะสามารถนำมาทอดกรอบเป็นขนมขบเคี้ยวให้รับประทานเล่นกันในครอบครัว
 
             ที่สำคัญไปกว่านั้น การลองถูก..ลองผิด.. ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลให้ธุรกิจเล็กๆ ภายในครอบครัว หรือ “เอสเอ็มอี” ได้สยายปีกไปสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำมากมาย จน ณ วินาทีนี้ หากเอ่ยชื่อถึง "Okusno" หรือ โอคุสโน่ ขนมคางกุ้งทอดกรอบ หลายคนต้องรู้จักเป็นอย่างดี เพราะมีวางจำหน่ายให้เห็นกันแล้ว
 
             แต่เบื้องหลังความสำเร็จของขนมคางกุ้งทอด หรือ “โอคุสโน่” ที่แปลมาจากภาษาสโลวีเนียว่า “อร่อย” นั้น ต้องยกความดีความชอบและการเป็นคนช่างสังเกตให้ “น้องแพร” พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ สาวน้อยตาหยี วัย 26 ปี จากรั้ว ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะซีอีโอ บริษัท โอคุสโน่ ฟู้ดส์ จำกัด ที่เป็นผู้ริเริ่มจากจุดเล็กๆ จนขยับมาเป็นธุรกิจใหญ่เกินตัวและวัยของเธอเอง
 
             “จุดเริ่มต้นของธุรกิจขนมคางกุุ้งทอด หรือโอคุสโน่ มาจากวันหนึ่งกำลังจะนั่งรับประทานอาหารกับคุณแม่ธัญญารัตน์ พัฒนปรัชญาพงศ์ ด้วยความที่คุณแม่เป็นคนชอบทำกับข้าวเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว เลยไปซื้อกับข้าวที่ตลาดมา และก็มีกุ้งมาด้วย แต่พอเข้าครัวคุณแม่แกะกุ้งแกะเปลือกออกแล้ว ปรากฏว่า ตรงคางกุ้งจับแล้วมันรู้สึกนิ่มๆ ดี ก็เลยลองแกะเล่นดูแล้วคิดว่า จะทำอย่างไรให้คางกุ้งมาเป็นอาหารได้ เพราะคนส่วนใหญ่จะทิ้งตรงส่วนนี้ไป กินแต่เนื้อกุ้งอย่างเดียว” “น้องแพร” เล่าต่อว่า จากนั้นมาพวกเรา 3 คนพี่น้อง มีตนและน้องชายอีก 2 คนก็ช่วยกันคิดโปรดักส์ขึ้นมา จนได้มาเป็นขนมคางกุ้งทอดกรอบ แต่มันก็ไม่ใช่ง่ายๆ กว่าจะมาถึงวันนี้ พวกเราต้องลองผิดลองถูกนานถึง 3 เดือนเต็มทั้ง นึ่ง, ทอด, อบ, ย่าง ทำอย่างไรให้มันอร่อยและมีประโยชน์มากที่สุด ก่อนจะมาได้ข้อสรุป คือ การทอดคางกุ้งนี่แหละ!! เสียน้ำมันไปหลายกระทะจนได้สูตรลับที่ลงตัวพอดี
 
             ตอนนั้นทางครอบครัวคัดค้านไม่เห็นด้วยเลย เพราะเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์วารสารศาสตร์อินเตอร์ และยังได้ทุนไปทำงานต่อที่ประเทศสโลวีเนียด้านกราฟฟิกดีไซน์ น่าจะทำงานให้ตรงวิชาที่เรียนมา แต่แท้ที่จริงแล้วในช่วงที่ไปทำงานในต่างแดน ได้ค้นหาตัวเองเจอแล้วว่า ไม่ชอบทำงานในออฟฟิศ เพราะมันไม่ค่อยมีเวลาให้ตัวเอง และยังทำงานให้เจ้าของธุรกิจรวยเพียงลำพัง ส่วนตนก็ได้รับแค่เงินเดือนเท่านั้น จึงตั้งปณิธานกับตัวเองเอาไว้ว่า กลับมาเมืองไทยจะทำอะไรดี ไม่ยอมเป็นพนักงานในออฟฟิศเหมือนคนอื่นๆ แน่ ก็เลยมาลงตัวเปิดธุรกิจในรูปแบบอาหารขนมขบเคี้ยว
 
             จากนั้นมาก็ไปติดต่อไปยังฟาร์มกุ้งต่างๆ เพื่อขอซื้อเฉพาะ “คางกุ้ง” ที่เขาไม่เอาแล้ว ซึ่งเจ้าของฟาร์มกุ้งต่างๆ นึกว่าเอามาทำเป็นอาหารสัตว์และปุ๋ย แต่ที่ไหนได้เรากลับนำมาล้างทำความสะอาดให้ดี และทอดกรอบในสูตรสำเร็จของตัวเอง
 
             ขั้นตอนการทำก็คือ เอาเฉพาะส่วนคางกุ้งแช่แข็ง ล้างน้ำ 2 รอบเพื่อให้คางกุ้งสะอาด จากนั้นเข้าไปสู่ขั้นตอนการผสมแป้งสูตรพิเศษของโอคุสโน่ หลังจากนั้นคลุกเคล้าแป้งได้ที่แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็นำคางกุ้งไปเข้าสู่กระบวนการทอดกรอบ ใช้เวลาทอด 2-3 นาที และมีการเปลี่ยนน้ำมันใหม่ทุกวัน เพื่อไม่ให้เป็นสารก่อมะเร็ง ขั้นตอนต่อมานำเอาคางกุ้งไปอบ เพื่อไม่ให้คางกุ้งอมน้ำมัน หลังจากนั้นนำเอาคางกุ้งไปผสมผงปรุงรส และนำไปบรรจุภัณฑ์ใส่ซอง บรรจุลงกล่อง พร้อมจำหน่ายได้เลย สำคัญที่สุดคือ รสดั้งเดิมเราไม่ใส่ผงชูรส
 
             ตอนแรกก็นำไปแจกด้วยการออกบูธแทบทุกเดือนให้ทุกคนได้รับประทานกันฟรีตามสถานีรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า และตลาดนัดต่างๆ เพื่อต้องการให้ทุกคนได้ทดลองชิมและพูดต่อๆ กันไปว่า รสชาติมันดีแค่ไหนอย่างไรบ้าง ซึ่งการตอบรับค่อนข้างดี หลายคนถามว่า จะหาซื้อได้ที่ไหน... มีอีกไหม... รสชาติอร่อยดี... ติดต่อได้อย่างไร...
 
             มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่เอาคางกุ้งมาทอดกินเล่น
 
             จึงทำให้มองเห็นช่องทางทำธุรกิจนี้ว่า น่าจะไปไกลได้ เลยเดินเรื่องขอการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับมีคนมาติดต่อเราว่า จะเอาสินค้าชนิดนี้ไปขายที่ประเทศจีน ตอนนั้นตาโตลุกวาวขึ้นมาเลย จากตอนแรกลงทุนกับน้องชายแค่ 3 หมื่นบาท ทำให้ต้องเร่งขยายไปเช่าเป็นโรงงาน, ออฟฟิศ และพนักงานเพิ่มเพื่อเก็บของและทำแพ็กเกจจิ้งต่างๆ ให้แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ด้วยเงินลงทุนเติมเข้าไปอีก 2 ล้านบาท
 
             แต่จนแล้วจนเล่าคนที่มาติดต่อว่า จะเอาสินค้าตัวเองไปขายที่จีนก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆ ทำให้สินค้าที่มีอยู่จำนวนมากจะขายอย่างไรต่อดี จึงเดินทางไปติดต่อกับห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นเจ้าแรก ซึ่งผู้บริหารของเดอะมอลล์เองก็ให้ความกรุณาเป็นอย่างดี ไฟเขียวให้สินค้าตัวเองไปวางแผงขายได้ชนกับสินค้าเดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว
 
             ไม่น่าเชื่อว่า ระยะเวลาเกือบ 1 ปี กับธุรกิจตัวนี้ไปได้ดีอย่างยิ่ง จากสมัยก่อนผลิตช่วงแรกแค่ 100-200 ห่อเท่านั้นเอง มี 3 รสชาติให้เลือกคือ รสดั้งเดิม, ต้มยำ และแกงเขียวหวาน แต่ตอนนี้ในหนึ่งเดือนต้องส่งให้ลูกค้ามากถึง 50,000 ห่อ หรือประมาณ 1,300 ลัง ด้วยซ้ำไป ซึ่งตามท้องตลาดเขาขายราคาห่อละ 25 บาท ยิ่งสั่งเยอะก็ลดหลั่นกันไป
 
             ทุกวันนี้เรียกได้ว่า ผลิตสินค้าส่งให้ห้างโมเดิร์นเทรดต่างๆ แทบไม่ทัน จากเดิมมีขายแค่ในห้างเดอะมอลล์เท่านั้น แต่ทุกวันนี้เราขยับไปที่ห้างพารากอน, ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต, ซีเอ็ดบุ๊คส์ เพราะสินค้าของเราเป็นขนมขบเคี้ยวกินง่ายและมีประโยชน์โดยเฉพาะแคลเซียมมาก เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ภายใต้สโลแกน “เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินแล้วดี” เพราะว่าเป็นแคลเซียมที่กินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวที่ได้พลังงานเท่านั้น แต่ได้แคลเซียมด้วย เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับคนที่ชอบกินขนมขบเคี้ยว
 
             เวลานี้ก็มีลูกค้าติดต่อไปขายที่ฮ่องกง เวียดนาม และกัมพูชา แล้วด้วย แต่ก็ต้องดูตลาดกันไปว่าคล่องตัวเหมือนบ้านเราหรือไม่ เพราะธุรกิจตัวนี้เพิ่งเริ่มต้นมายังไม่ถึงปีเลย แต่ผลตอบรับไปได้สวย เรียกได้ว่า ทำงานหัวหมุนกันทั้งบ้าน เพราะมีออเดอร์สั่งเข้ามามากก็ต้องเร่งผลิตและส่งให้ได้ตามเวลาที่ลูกค้าต้องการ
 
             พิมพ์มาดากล่าวต่อว่า ใจจริงแล้วอยากส่งสินค้าของตัวเองไปขายในประเทศแถบตะวันออกกลาง พวกชาติอาหรับและอิสลามมากกว่า เพราะขนมโอคุสโน่ได้การรับรองว่า เป็นอาหารฮาลาลเรียบร้อย ซึ่งถ้าไปถึงตรงจุดนั้นได้จะเป็นอะไรที่วิเศษมากเลยทีเดียว โดยใครสนใจก็สอบถามมาได้ที่ 08-5178-7887, 08-0461-9999 อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้อยากสร้างมาตรฐานที่ดี รสชาติที่อร่อย และชื่อเสียงในแบรนด์สินค้าของตัวเองให้คนไทยได้รู้จักให้มากขึ้นไปก่อน เพราะบางคนยังไม่รู้จักเลยว่า ขนมคางกุ้งมันคืออะไร หน้าตาเป็นยังไงกันแน่!! แต่ทุกวันนี้ได้เห็นหน้าตาและรองรับประทานกันแล้ว
 
             ในอนาคตจะเพิ่มโปรดักส์ใหม่ที่เรากำลังพัฒนาอยู่ก็คือ รสลาบ และ รสแกงกะหรี่ ซึ่งเราอาจจะใช้วัตถุดิบที่เหลือจากการทำคางกุ้ง ก็คือ ขากุ้ง นำมาทำเป็นขากุ้งโรยข้าวผสมงาสาหร่าย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าต่อยอดธุรกิจคางกุ้งให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะการทำธุรกิจทุกอย่างจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องพัฒนาและมองคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา หากเราหยุดอยู่นิ่งก็เท่ากับว่า เราแพ้เขาไปแล้วหนึ่งก้าว
 
คำคมธุรกิจ
 
             “หากคิดจะทำอะไรแล้ว ต้องทำให้ถึงที่สุด เพราะหากเราทำแล้วไม่ถึงที่สุด สักวันหนึ่งต้องกลับมานั่งเสียดาย และโทษตัวเองว่า ทำไมไม่ทำอย่างโน้นทำไมตอนนั้นไม่ทำอย่างนี้ แต่เมื่อเราทำถึงที่สุดแล้วก็จะไม่มานั่งเสียดาย หรือโทษตัวเอง แต่กลับจะมามองเห็นความสำเร็จและชื่นชมตัวเองในความสำเร็จต่างๆ ที่เกิดขึ้น”



ขอบคุณบทความจาก คมชัดลึก
คมคิดธุรกิจนิวเจน อภิชาติ ระวีวัฒน์ เรื่อง ศุภกิจ คุ้มกัน ภาพ
http://www.komchadluek.net/news/kom-kid/216273
×

ติดต่อ